ຫຼວງພຣະບາງ 4 วัน 3 คืน ฉบับไม่เร่งรีบ

เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลคือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์สไตล์โคโลเนียล เมืองทั้งเมืองจึงต้องอนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมๆ ตามคำสั่งของยูเนสโก ไม่ให้สิ่งปลูกสร้างเป็นตึกสูงเกิน 2 ชั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านพัก ร้านค้า หรือโรงแรม ก็ตามเพื่อที่จะคงวิถีชีวิตแบบเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แทนที่จะเปลี่ยนไปตามความทันสมัย ตัวเมืองที่ตั้งก็อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีทั้งแม่น้ำโขง และแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกัน และชาวหลวงพระบางเองก็มีบุคลิกที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้เราอยากมาที่นี่

เที่ยวหลวงพระบาง29.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง25.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง10.jpg

 

     ทริปนี้เรามากันโดยจองตั๋วบินถูกไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว(พันนิดๆ)จนเกือบลืม จองแต่ขามาอย่าง เดียว จะจองขากลับด้วยติดช่วงวันอาทิตย์ก็ตั๋วแพงเหลือเกิน เลยตัดสินใจกลับรถทัวร์ก็แล้วกัน เมื่อเครื่องออกเดินทางเจ้าหน้าที่สายการบินจะแจกใบขาเข้าและขาออกของประเทศลาวให้เรากรอกข้อมูลให้เรียบร้อยเอาไว้ยื่นเมื่อไปถึงสนามบินหลวงพระบาง ใช้เวลาจากสนามบินดอนเมืองมาถึง หลวงพระบางเพียงชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วจ้า นักท่องเที่ยวที่นั่งเครื่องมาด้วยกันส่วนมากก็จะเป็นชาวจีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น และคนไทย เมื่อยื่นใบขาเข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หาซิมสำหรับใช้เน็ตที่ลาวกันต่อเลย ซึ่งร้านก็หาง่ายมาก มีร้านขายในอาคารผู้โดยสารเลย มีหลายแพ๊คเกจให้เลือกด้วยนะ เราอยู่ 4 วัน เลยเลือกสำหรับใช้เน็ต 4 วัน ราคาก็แค่ 150 บาท จ่ายเป็นเงินบาทไทยได้เลย ที่นี่รับเงินบาทไทย, ดอร์ล่า แต่แนะนำว่าให้แลกเงินกีบไว้ใช้ด้วย แต่เราไม่ได้แลกเงินกีบที่ไทยมาเลย เพราะว่ารีบมาขึ้นเครื่อง แต่ก็ไม่ต้องห่วงที่สนามบินมีร้านให้แลกเงินอยู่ ถ้าเทียบเงินกีบ 10,000 กีบ เท่ากับ 40 บาทไทย (1 กีบ = 0.0037) ทริปนี้เราแลกเงินไทยไป 5,000 บาท เท่ากับว่าทริปนี้เรามี เงินเที่ยวเป็นล้าน แปลงเป็น เงินกีบเท่ากับ 1,356,624.74 กีบ รู้สึกรวยเวอร์วังมาก

     พอมีเงินกีบไว้ให้อุ่นใจแล้วเราก็พร้อมที่จะลุยเที่ยวหลวงพระบาง กันได้แล้ว เราต้องหารถไปที่พักเพื่อที่จะไปเช็คอินเก็บสัมภาระที่โรงแรมกัน ที่สนามบินก็มีรถตู้คอยให้ บริการโดยคิดอัตรา 3 คนต่อ 50,000 กีบ(200 บาท) เราจะไปหาเพื่อนร่วมหารกันตรงนั้นก็ได้ ทริปนี้เราไปกันสองคน ก็จ่าย 50,000 กีบ เช่นกัน เราก็บอกพักที่เราจองไว้เค้าก็จะไปส่งเราถึงที่เลย หลวงพระบางมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีที่พัก หรือหาที่พักไม่ได้ จะหาเอาข้างหน้าก็ยังได้ มีหลายราคาให้เลือก หลังจากที่เราเช็คอินเข้า ที่พักเรียบร้อย ก็เริ่มลุยเที่ยวหลวงพระบางเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ที่แรกเป็นจุดทีเรียกว่าเป็นแลนด์มาร์คของหลวงพระบาง ก็คือจุดชมวิววัดเขาพูสี

 

     วัดพระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงประมาณ150 เมตร ที่นี่ถือเป็นจุดชมวิวที่สวย มากๆ อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมความสวยงามของพระธาตุ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก แต่วิวสวยๆมันก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อไง เราต้องเดินขึ้นบันไดไป 328 ขั้น เล่นเอาทำให้หอบกันตั้งแต่มาถึงเลย แต่ระหว่างทางขึ้นบันไดก็มีมุมสวยๆ ให้เราได้เก็บภาพ กันถือว่าได้พักไปในตัว ขึ้นไปได้แป้บเดียวก็จะเจอด่านเก็บค่าธรรมเนียม 20,000 กีบต่อคน (80 บาท) พอไปถึงด้านบนก็พบกับนักท่องเที่ยวมากมาย ที่ต่างมาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตก ด้านบนสามารถมอง เห็นวิวตัวเมืองหลวงพระบางได้รอบด้าน และวิวฝั่งแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน

     พระธาตุพูสีสามารถขึ้นได้ 2 ทาง มีด้านหน้าพระราชวังหรือตรงตลาดมืดกับอีกฝั่งทางด้านหลัง ที่ติดกับแม่น้ำคาน เราเลือกขึ้นทางตลาดมืด เพราะดูพระอาทิตย์ตกเสร็จก็เดินตลาดมืดต่อได้เลย
เที่ยวหลวงพระบาง วัดพระธาตุพูสี
เที่ยวหลวงพระบาวัดพระธาตุพูสี
เที่ยวหลวงพระบาง วัดพระธาตุพูสี .jpg

 

ตลาดมืด นี่ไม่ใช่ขายของเถื่อนนะ มันก็คือตลาดกลางคืน ถนนคนเดินปกติที่แหล่ะ (ตลาดนัดกลางคืนของที่นี่เขาเรียกว่าตลาดมืด) พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มตั้งร้านกัน ตั้งแต่สี่โมงเย็น เป็นต้นไป เราก็จะเริ่มเดินได้ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงประมาณ 4 ทุ่ม จะปิดถนนตั้งร้านกันยาว ตั้งแต่หน้าพระราชวังจนถึงวงเวียนเลยทีเดียว ของที่ขายส่วนมากจะคล้ายกับทางภาคเหนือ ของบ้านเรา ก็จะมีผ้าทอมือ ผ้าย้อมคราม กระเป๋า เสื้อผ้าพื้นเมือง เครื่องประดับเงิน ของแฮนเมด ของเก่า กาแฟลาว สัตว์ดองต่างๆ ที่เห็นหลายๆร้านเลยก็จะเป็นหลอดไม้ไฝ่ มีหลาย size หลายขนาด ใช้แทนหลอดพลาสติกลดโลกร้อนได้นะเออ ใช้เสร็จก็ลวกน้ำร้อนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ใครที่มองหาของฝากให้ซื้อที่นี่เลย พ่อค้าแม่ค้าพูดไทยกันได้หมด สามารถใช้เงินไทยจ่ายได้ด้วย แต่จะทอนเงินเป็นเงินลาวนะจ้ะ ส่วนมากจะตั้งราคาไว้เผื่อต่อกันทุกร้าน แนะนำให้ต่อได้เลย เค้าจะลดให้เรื่อยๆ 5555
เที่ยวหลวงพระบาง ตลาดมืด
เที่ยวหลวงพระบาง ตลาดมืด

เดินไปเรื่อยๆจนเกือบหมดโซนขายของตลาดมืด จะมีซอยเล็กๆซอยนึง ที่คึกคักมาก สังเกตให้ดีๆ หากเดินเลยแล้วจะพลาด อย่าหาว่าไม่เตือนเด้อ

ซอย STREET FOODในซอยจะมีของกินเยอะมากเริ่มขายตอนเย็นเป็นต้นไป และฝรั่งจะไป สิงอยู่ในซอยนั้นเยอะมากเช่นกัน ก็จะมีตั้งแต่ ไก่ย่าง ปลาย่าง ไส้กรอกย่าง และที่ขาดไม่ได้ก็คืออออ ส้มตำหลวงพระบางนั่นเอง แต่ละร้านก็คล้ายๆกัน จะเน้นใส่มะเขือเยอะๆ แล้วก็มีอาหารบุฟเฟ่ ทั้งหลายแหล่ ถูกใจฝรั่งมาก ตักวนไปจนอิ่ม ถ้าไปช้ามัวแต่เดินตลาดมืดแป้บเดียว คือจะหมดแล้ว ร้านบุฟเฟ่กับข้าวเหมือนของไทยก็มีนะ ที่สำคัญคือราคาไม่แพง แล้วแม่ค้าซอยนี้เฟรนลี่ ใจดีน่ารัก มากทุกคน ที่หลวงพระบางจะมีร้านน้ำผลไม้ปั่นเยอะมากๆๆๆๆๆ แล้วก็มีผลไม้ให้เลือกปั่นเยอะมาก เช่นกัน ขายดีกันซะจนอยากจะมาตั้งร้านขายด้วยเลย
เที่ยวหลวงพระบาง ซอย STREET FOOD.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง ซอย STREET FOOD.jpg

วันที่ 2 

ตื่นเช้ามาก็ต้องมาตักบาตรข้าวเหนียวตามวิถีชิวิตของเมืองหลวงพระบาง ที่นับได้ว่าเป็น เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่นี่เลยก็ว่าได้ เวลาที่ตักบาตรกันก็จะเริ่มตั้งแต่ประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ตามเวลาปกติของไทยเลย ก็จะมีแม่ค้าหาบกระติ๊บข้าวเหนียวมาขายกันเพียบ พร้อมจัดที่นั่งให้ เสร็จสรรพ บางโรงแรมก็จะจัดเตรียมของไว้ให้ พร้อมพาไปบริเวณที่พระจะเดินบิณฑบาตร จะตักบาตรบริเวณหน้าวัดแสมสุขาราม พอได้ข้าวเหนียวมาแล้วก็เลือกที่นั่งแล้วเตรียมปั้น ข้าวเหนียวรอเลยเพราะพระเดินไวมาก สับๆๆ ต่อคิวกันมาจากหลายๆวัด จกจากกระติ๊บแทบไม่ทัน แต่ก็จะมีบางช่วงที่พระมาไม่ต่อเนื่อง ยังพอได้หยุดหายใจปั้นต่อกันบ้าง ที่นี่จะใส่ข้าวเหนียว อย่างเดียวล้วนๆเลย ส่วนกับข้าวนั้นจะมีการไปถวายที่วัดอีกทีจ้า หลังจากใส่บาตรเสร็จแนะนำให้ออกไปไปเดินเล่นตลาดเช้าหรือหาอะไรกินเลย เพราะตอนเช้าอากาศดีเย็นสบายใช้ได้เลย
เที่ยวหลวงพระบาง ตักบาตรข้าวเหนียว.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง ตักบาตรข้าวเหนียว.jpg

ตลาดเช้า เราจะได้สัมผัสวิถีชีวิตยามเช้า ได้เห็นบรรยากาศอย่างแท้จริง ตลาดเช้าของที่นี่ จะเป็นตลาดแบกะดิน ของที่ขายส่วนใหญ่ในตลาดเช้านั้นจะเน้นไปที่ของสด เช่น พืชผัก ผลไม้ต่างๆ และเนื้อสัตว์ จากที่เห็นเยอะๆเลยเนี้ยจะเป็นปลาที่จับกันมาสดๆเลย เนื่องจากว่าเมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน วิถีชีวิตส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นการจับปลา จะเห็นได้ ว่าปลาตัวใหญ่มากๆ ของขึ้นชื่ออีกอย่างก็คือไค มันคือสาหร่ายชนิดนึงที่มีเยอะมากๆ ขึ้นตามน้ำ สะอาด เค้าก็จะนำมาผึ่งให้แบนเป็นกระดาษแล้วนำมาทอด จะกินเปล่าๆหรือจะจิ้มกับน้ำพริกเผา ก็กรุบกรอบเคี้ยว กันมันดีเหมือนกัน พืชผักผลไม้ก็คล้ายบ้านเราแต่ดูจะผลใหญ่กว่า บางร้านก็จะมีของ แปลกๆมาขาย เช่นของป่า หรือสัตว์ป่าบางชนิด เดินไปเจอนี่ถึงกับเงิบเลยที่เดียว นอกจากนี้ก็มีของกิน แนวอาหารเช้า อย่างเช่นโจ้ก หรือ ข้าวต้ม ขนมปัง กาแฟต่างๆให้เลือกกินกันให้หนำใจ ใครอยากมาดูวิถีชีวิตของ คนหลวงพระบางยามเช้าแนะนำให้มาที่นี่เลย
เที่ยวหลวงพระบาง ตลาดเช้า.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง ตลาดเช้า.jpg

ร้านกาแฟประชานิยม สมกับชื่อร้านประชานิยมจริงๆ คนเยอะทั้งนักท่องเที่ยวและชาวลาว แต่มีที่นั่ง เยอะอยู่รอบๆร้าน หรือจะไปนั่งฝั่งตรงข้างติดกับริมน้ำโขงก็ได้บรรยากาศชิวๆดี ร้านอยู่หัวมุมริม แม่น้ำโขง ไม่ไกลจากตลาดเช้า มีชา กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวาน ไข่ลวก และโจ๊ก ชา กาแฟ ของร้านจะเป็นแบบกาแฟโบราณ แล้วก็จะมีมีถ้วยปาท่องโก๋วาง อยู่เต็มไปหมด พอเราไปนั่งปุ๊บ เค้าก็จะเสิร์ฟทันที ไม่ได้ให้ฟรีนะ กินกี่ชิ้นเค้าก็จะนับจำนวน จากชิ้นที่เหลือ ส่วนโจ๊กที่เค้าเรียกนี่เรา คิดว่าเป็นข้าวต้มมากกว่า ใส่กระดูกหมูอ่อน เห็ดหอม ถือว่าโอเคอยู่ แถมร้านข้างๆก็ยังมีร้านขายเฝอ และ Baguette (ขนมปังฝรั่งเศส)ด้วยนะ
เที่ยวหลวงพระบาง ร้านกาแฟประชานิยม.jpg

หลังจากอิ่มท้องเราก็ขอไปนอนต่อ เพราะความง่วงมาครอบงำจากการตื่นไปตักบาตรแต่เช้า ช่วงสายๆเราออกไปเดินเล่นตระเวณเก็บภาพบรรยากาศรอบตัวเมืองหลวงพระบางที่นี่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงวิถีชีวิตแบบ slowlife ใช้ชีวิตไปอย่างช้าๆ ดูวิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ตึกต่างๆยัง คงสภาพแบบเดิมอยู่ มีบางส่วนที่เปลี่ยนเป็นคาเฟ่ แต่ยังคงกลิ่นอายความเก่าไว้ นอกจากคาเฟ่แล้ว หลวงพระบางยังมีวัด เก่าแก่อยู่เยอะมาก ให้เราได้เข้าไปเที่ยวชมความงามและไหว้พระทำบุญ อีกสถานที่สำคัญของหลวงพระบางคือ

พระราชวังเก่าหลวงพระบาง หรือพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้าน คู่เมืองหลวงพระบางมานาน ลักษณะอาคารเป็นอาคารชั้นเดี่ยวยกพื้นสูง เป็นสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว เป็นที่เก็บของเก่าของสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมา ตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันที่นี่ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม

ภายในมีทั้งห้องบรรทม ห้องทรงงาน ห้องพระโรงใหญ่ ห้องพิธีการ ห้องรับแขก และอื่นๆ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ ฉลองพระองค์ของกษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ของลาว

**การแต่งกายในการเข้าชม : ต้องแต่งกายสุภาพ ห้ามใส่เสื้อแขนกุด กระโปรง หรือ กางกงขาสั้นอย่างเด็ดขาด และที่นี่เสียค่าชมอีกเช่นเคย ราคา 30,000 กีบ ค่อนข้างแพงอยู่เราเลยไม่เข้า 5555
เที่ยวหลวงพระบาง พระราชวังเก่าหลวงพระบาง.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง พระราชวังเก่าหลวงพระบาง.jpg

เดินมาได้สักพักเริ่มเมื่อยจ้า เราก็ไปหาเช่าจักรยานมาปั่นเล่นกันรอบเมือง ค่าเช่าจักรยาน ราคา 20,000 กีบต่อวัน(80บาท) จักรยานและมอเตอร์ไซค์ต่างเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่ใช้ในการเดินทางในหลวงพระบาง เราว่ามันสะดวกสุดแล้วนะ เพราะในเมืองทางก็ไม่ได้กว้างมาก แล้วแต่ละที่ก็อยู่ใกล้ๆกัน (อ่อที่ลาวจะขับรถเลนขวานะจ้ะลืมบอกไปอย่าไปเผลอขับซ้าย แบบบ้านเรานะเดี๋ยวรถจะชนเอา) นอกจากนี้ยังมีรถสองแถว รถตู้ และรถตุ๊กๆสกายแล็ปที่วิ่งกัน ตลอดเวลาพร้อมพาเราไปทุกหนแห่งราคาก็แรงอยู่แนะนำให้เล่นตัวหน่อยเค้าจะลดให้เรานิดนึง

วัดแสนสุขาราม เป็นวัดเก่าแก่เล็กๆใจกลางเมืองหลวงพระบาง อุโบสถลงรักปิดทอง มีความโดดเด่นจากภาพเขียนสีทองบนพื้นสีแดงจึงทำให้วัดดูสวยงามโดดเด่นเป็นพิเศษ จุดเด่นของวัดแสนสุขารามคือพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ที่มีอยู่เพียงองค์เดียวในหลวงพระบาง

ช่วงเช้าของทุกวันจะมีผู้คนมานั่งรอตักบาตรข้าวเหนียวบริเวณหน้าวัดและที่สำคัญวัด แสนสุขารามไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมและวัดอยู่ติดริมถนนใจกลางเมืองหาไม่ยากแน่นอนจ้า
เที่ยวหลวงพระบาง วัดแสนสุขาราม.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง วัดแสนสุขาราม.jpg

เราปั่นจักรยานเรียบเลาะถนนริมฝั่งแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ ก็พบกับวัดเชียงทอง เป็นวัดสำคัญ ที่เก่าแก่และสวยงามอลังการที่สุดของเมืองหลวงพระบาง วัดนี้ถูกยกย่องให้เป็นอัญมณีล้ำค่าแห่ง ล้านช้าง นักท่องเที่ยวต่างแวะมาเที่ยวชมความงามของพระอุโบสถหลังใหญ่สีดำ ฉลุทอง มีหลังคา ซ้อนกัน 3ชั้น บริเวณผนังด้านหลังอุโบสถมีภาพประดับกระจกรูปต้นทอง ตัดกับพื้นหลังสีแดง มีความประกายสะท้อนวิบวับสวยงามมากกก ถัดไปจะเป็นหอพระม่านสีส้มอมแดง มีการประดับ กระจกสีเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง ถือเป็นอีกมุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ต้อง มาชะโงกหน้าถ่ายรูปตรงหน้าต่างนี้เลยนะ ด้านหลังของวัดจะมีโรงเมี้ยนโกศหลังใหญ่ภายในจะ มีราชรถ ไม้สักแกะสีทองตั้งอยู่ เป็นพญานาค 5 เศียร ข้างในก็จะมีพระเก่า วัตถุโบราณของ สำคัญต่างๆ เก็บไว้มากมาย ถือว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สมกับการอนุรักษ์ไว้จริงๆ

ค่าเข้าชมวัดเชียงทอง 20,000 กีบ(80 บาท) ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยน้าา
เที่ยวหลวงพระบาง วัดเชียงทอง.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง วัดเชียงทอง.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง วัดเชียงทอง.jpg

Indigo fabric ร้านของฝากแฮนด์แมดในตัวเมืองหลวงพระบาง อยู่ติดถนนริมฝั่งแม่น้ำคาน

มีงานปัก ผ้าทอ ผ้าย้อมครามเยอะมาก เป็นงานแฮนด์แมดทั้งหมด อยากได้ไปหมด แต่กลัวเงินจะหมด ฮ่าาาา แต่จริงๆที่นี่ถือว่าขายราคาไม่แพงมากนะ แล้วงานก็มีความละเอียดปราณีตสุดๆ บอกเลยว่าคุ้มค่ากับการเสียตังแน่นอน
เที่ยวหลวงพระบาง Indigo fabric.jpg

และนี่ก็คือร้านลับที่เราปลื้มมาก ร้าน Utopia เป็นร้านอาหาร แนวคาเฟ่ผสมบาร์อยู่ริมแม่น้ำ เห็นวิวสวยงาม มีอาหารเครื่องดื่มหลากหลาย เป็นจุดนัดพบและนั่งเล่นกับเพื่อนๆ มีหลายโซนให้นั่งชิล นักท่องเที่ยวฝรั่งส่วนใหญ่จะมารวมตัวกันที่นี่ นี่มันแหล่งกบดานของฝรั่งชัดๆ เปรียบเสมือนอีกดินแดนลับที่นึงเลย ที่นั่งด้านนอกติดกับแม่น้ำคานจะมีเบาะให้นั่งหรือนอน กับพื้นวางอยู่เรียงราย ร้านอยู่ในซอยเล็กๆแต่มีป้ายบอกชัดเจน ที่นี่สามารถอยู่ได้ทั้งวันเลย บางคนก็อ่านหนังสือ กินดื่ม นอนเล่น ชมวิว บางวันมีคลาสโยคะด้วยนะ ส่วนอาหารค่อนข้างจะออกช้าหน่อย แนะนำให้จัดเบียร์ลาวไปซักขวดแล้วนอนรอซะ
เที่ยวหลวงพระบาง Utopia.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง Utopia.jpg

วันที่ 3

วันนี้เราจะมาเก็บสถานที่ต่างๆ ที่เหลืออยู่ เริ่มด้วยการไปจองทัวร์ที่จะพาเราไปที่น้ำตกโดยจะมีรถมารับถึงที่พัก ก่อนไปทางไกลของแวะเติมพลังก่อนที่ร้านตำบักหุ่งชื่อดังซะหน่อย

ร้านส้มตำป้าติ๋ม ร้านอยู่ตรงข้ามวัดสีควนเมือง เมนูที่ขาดไม่ได้เลยก็ต้องเป็นตำหลวงพระบาง ใช้เส้นมะละกอแผ่นใหญ่ๆ กรอบๆ น้ำส้มตำสีจะดำๆจากกะปิมีความคักๆนัวๆเวอร์ แผ่นใหญ่ๆของมะละกอทำให้มันซึมซับน้ำส้มตำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนไก่ย่างคือถูกใจมาก หนังกรอบบางกัดแล้วฟินสุดๆ และเมนูไคทอด (สาหร่ายสีเขียวใน แม่น้ำโขงที่นิยมนำมาทอดกินกัน) รสชาติมันๆกินเพลินๆ แหนมทอด ไส้อั่วเค้าก็น่ากินนะ เราไปกินตอนร้านเปิดเลยเปิด10โมง เพราะกลัวคนเยอะ แล้วจะไปน้ำตกไม่ทันด้วย ถือว่าฟินมากกับร้านนี้นัวถูกใจ แนะนำให้มากินกันไม่ผิดหวังแน่นอน
เที่ยวหลวงพระบาง ส้มตำป้าติ๋ม.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง ส้มตำป้าติ๋ม.jpg

ได้เวลาไป น้ำตกตาดกวางสี สำหรับใครที่เป็นสายรักธรรมชาติต้องไม่พลาดมาเที่ยวที่นี่ เพราะที่นี่เป็นน้ำตก ที่สวยที่สุดของหลวงพระบาง เป็นน้ำตกหินปูน มี 4 ชั้น แต่ละชั้นก็จะสวยงาม แตกต่างกันไป บรรยากาศด้านในน้ำตกถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นสุดๆ เดินเข้ามาก็จะพบ กับกรงเลี้ยงหมีควาย ซึ่งที่อุทยานมีศูนย์อนุรักษ์หมีควายอยู่ด้วยสามารถไปอุดหนุนซื้อของ บริจาคเงินกันได้เลย น้องหมีเหล่านี้ถูกช่วยเหลือมาจากการค้าสัตว์ป่าและช่วยจากการถูกล่าของ ชาวบ้าน แต่ละตัวน่ารักอ้วนท้วนสมบูรณ์มาก พอแวะทักทายน้องหมีเสร็จแล้วก็เดินไปน้ำตกต่อกันเลย เมื่อเดินไปถึงชั้น1ก็สวยแล้ว น้ำตกใสสีเขียวอมฟ้าน่าโดดมาก แต่เรายืนดูฝรั่งเล่นน้ำดีกว่า อิอิ ชั้น1-2 นี้จะมีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำอยู่เยอะมาก เดินไปขึ้นเรื่อยๆจนถึง ชั้นที่ 4 จุดไฮไลท์ของเรา จะมีสะพานไม้สามารถยืนถ่ายรูปเห็นน้ำตกใกล้ๆได้เลย สวยงามอลังการมาก สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปีแต่จะมีน้ำน้อยในช่วงฤดูร้อน

     น้ำตกตาดกวางสีค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากในเมือง เราเลยเลือกไปกับรถตู้นำเที่ยวที่จองไว้กับ โรงแรม รถตู้ก็จะวนไปรับนักท่องเที่ยวจากที่พักแต่ละที่จนครบแล้วพาไปเราน้ำตก จากตัวเมืองหลวงพระบางไปถึงน้ำตกใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า เป็นทางลูกรังสลับกับถนนลาดยาว ขึ้นเขาเป็นบางช่วง ค่ารถไปกลับคนละ 50,000 กีบ (200 บาท) แบ่งเป็นค่าเข้าชม 20,000 กีบ (80 บาท) +ค่ารถไปกลับ 30,000 กีบ (140 บาท) เค้าจะปล่อยให้เราอยู่ที่น้ำตกประมาณ 3 ชั่วโมง พอเที่ยวเสร็จเราก็กลับมาให้ตรงเวลานัดนะจ้ะ
เที่ยวหลวงพระบาง น้ำตกตาดกวางสี.jpg
เที่ยวหลวงพระบาง  น้ำตกตาดกวางสี.jpg

     ขากลับจากน้ำตก รถตู้จะจอดแวะให้เราซื้อไอติมนมควาย ที่อยู่ระหว่างทางไปน้ำตก ใครจะลงไปซื้อไม่หรือลงก็ได้ แต่ไหนๆเราก็ผ่านแล้ว ขอไปลองซะหน่อย จะกินรสเดียวหรือจะผสม หลายรสก็ได้ เราเลยเลือกรสช็อกโกแลต ซึ่งขายดีสุด จนต้องรอเค้าไปเอาของมาเติม ตอนตักดูเนื้อเหลวๆยังไงไม่รุ้ แต่พอกินแล้ว เห้ย อร่อยจริง หอม มัน รสชาติเข้มข้น เนื้อที่ดูว่าเหลว พอจะตักเข้าปากคือจริงๆเนื้อมันเหนียวใช้ได้เลย ละลายช้าอยู่นะ ราคาก็ไม่แพงมาก ถ้วยละ 15,000 กีบ(60 บาท) ที่นี่เลี้ยงควายไว้หลายตัวเลย ใครอยากจะมาลองเลี้ยงน้องควายเค้าก็มีกิจกรรม ให้ทำด้วยนะ
เที่ยวหลวงพระบาง ไอติมนมควาย.jpg

กลับมาถึงตัวเมืองก็รีบเอาจักรยานไปคืน แล้วหาคาเฟ่เก๋ๆแวะซะหน่อย

ร้าน Dexter คาเฟ่ เป็นร้านที่มีเอกลักษณ์โทนสีขาวดำ เป็นร้านคาเฟ่ที่มีสาขาใหญ่ อยู่ที่ไทยด้วย แถวสุขุมวิท เลยมีอาหารเมนูแบบไทยๆขายด้วย แต่ราคาแรงใช้ได้เลย อดใจรอกลับไปกินที่ไทยดีกว่า เราเลยสั่งเครื่องดื่มกับของหวานมากิน รสชาติอร่อยโอเคเลย
เที่ยวหลวงพระบาง ร้าน Dexter.jpg

     ก่อนกลับที่พักคืนสุดท้ายของเราก็ขอหาอะไรร้อนๆกิน เลยเดินกลับไปย่านของกินที่เดิมคือ หัวมุมสี่แยกทางที่จะไปตลาดมืด ชื่อร้านเฝอนางน้อย ซึ่งเราเล็งมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว เพราะเห็นคนเยอะทุกวันเล่นเก้าอี้ดนตรีต่อแถวกันตั้งแต่เปิดร้านตอนเย็นเลยทีเดียว ร้านจะอยู่หน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราสั่งเฝอกับข้าวซอยมาอย่างละชาม มันดีมากจริงๆ น้ำซุปหอมอร่อยมาก แทบไม่ต้องปรุงเลยสมกับการรอคอย ให้เยอะ อิ่ม อร่อย ราคาไม่แพง มีคนมาซื้อกลับบ้านพร้อมนั่งกินที่ร้านอย่างไม่ขาดสาย
เที่ยวหลวงพระบางร้าน Dexter.jpg

 

วันที่ 4

วันนี้ต้องกลับแล้ว ที่หลวงพระบางจะมีรถทัวร์จากบขส.สายใต้ (บขส.ที่อยู่ใกล้กับ เมืองหลวงพระบาง เรียกว่าสายใต้) กลับที่เมืองไทย โดยจะกลับเข้าที่ด่านท่าลี่ จังหวัดเลย ราคาตั๋วอยู่ที่ 700 บาท เราเลือกกลับเส้นทางจังหวัดเลย เพราะเส้นนี้รถจะวิ่งทุกวัน เส้นทางเชียงใหม่ ทางน่าน และจังหวัดอื่นๆก็มีนะ แต่รถไม่ได้วิ่งทุกวัน ควรเช็คให้ดีก่อนจ้า ทางหลวงพระบาง รถจะออกแปดโมงเช้า นั่งๆนอนๆชมวิวไป เส้นทางที่รถวิ่งถือว่าโอเค ปลอดภัยอยู่ มีแวะให้ทาน ข้าวกลางวันราคารวมอยู่กับค่ารถแล้ว ถึงขนส่งจังหวัดเลยก็ประมาณ 5โมงเย็นพอดี เสร็จแล้วก็ต่อรถทัวร์ กลับกทม.ไปอีก(ประมาณ400บาท) ก็จะนั่งรถทั้งวันหน่อย แต่ราคารวมแล้ว ยังถูกกว่านั่งเครื่องที่ขากลับมาราคาแพงหูชีก (ราคาช่วงนั้น 2-3 พันบาท) หรือใครรับราคาได้ ก็บินกลับได้เลยจะได้ไม่นั่งรถเหนื่อย รวมทริปนี้ 2 คน รวมทุกอย่างแล้วประมาณ 9,500 บาทจ้า
เที่ยวหลวงพระบาง12.jpg

     จบทริปเที่ยวหลวงพระบางแบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ ได้มาพักผ่อนจริงๆเป็นเวลาที่โอเคเลยกับ 4วัน3คืน เที่ยวแบบไม่ต้องอัดแน่นมากเรื่อยๆชิลๆสไตล์หลวงพระบาง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้รับ การขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก อยากให้ทุกคนลองสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะตกหลุมรักที่นี่แน่นอน

*** อัตราแลกเปลี่ยน 1 กีบ = 0.0037 บาท (เมื่อเดือนมีนาคม 2562) ***

แต่ที่ลาวจะไม่ใช้เหรียญใช้เศษกันนะ ถ้าตีเป็นเงินไทยแบบคิดง่ายก็ 1 บาทไทย = 250 กีบ

แบงค์ 500 กีบ = 2 บาท

แบงค์ 1,000 กีบ = 4 บาท

แบงค์ 2,000 กีบ = 8 บาท

แบงค์ 5,000 กีบ = 20 บาท

แบงค์ 10,000 กีบ (อ่านว่า สิบพันกีบ) = 40 บาท

แบงค์ 20,000 กีบ (อ่านว่า ซาวพันกีบ) = 80 บาท

แบงค์ 50,000 กีบ (อ่านว่า ห้าสิบพันกีบ) = 200 บาท

แบงค์ 100,000 กีบ (อ่านว่า ร้อยพันกีบ) = 400 บาท


*หากไม่สามารถชมวีดีได้ กดคำว่า "รับชมบนเฟชบุค" ในคลิปวีดีโอนะคะ
1549 ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วันเสาร์, 15 มิถุนายน 2562

บทความล่าสุด

ดูทั้งหมด
  • 20 เมนูฮิตปี 2017
    สวัสดีค่าพบกันอีกแล้วในช่วงท้ายปีอย่างนี้ นับจากวันแรกที่เริ่มเปิดเพจมาจนถึงวันนี้ก็ ผ่านมาสามปีแล้ว เวลาเดินไปไวเหลือเกิน เฮ้อกลัวแก่ 555+ ฉะนั้น ท่านที่คิดหวังตั้งใจจะทำอะไรก็รีบลงมือทำกันนะคะ…
    17732